BACK

 

 

"เมอร์ซีย์ไซด์ ดาร์บี้"

3 ก.ย. 2563

"เมอร์ซีย์ไซด์ ดาร์บี้"
บันไดขั้น (เกือบ) สุดท้าย สู่บังลังก์แชมป์พรีเมียร์ลีกของ ลิเวอร์พูล

หากเปรียบคนที่รัก และคลั่งไคล้ฟุตบอลเข้าเส้นเป็น “ดอกไม้” ก็ต้องยอมรับกันตรงๆ ว่า ตลอดสามเดือนกว่าๆ ที่ผ่านมา ช่างเป็นเวลาที่ดอกไม้ช่อนี้เต็มไปด้วยความเหี่ยวเฉาราวกับขาดน้ำทิพย์ชโลมใจมานานแสนนาน

ที่เปรียบไปเช่นนั้นก็เพราะว่า ตลอดสามเดือนกว่าๆ ที่ผ่านมา เป็นช่วงเวลาที่มหกรรมลูกหนังเกือบทั้งโลกต่างต้องหยุดพักไปแบบไม่มีกำหนด เนื่องจากสถานการณ์ “โควิด-19” ที่เล่นงานโลกไปนี้จนเกือบจะทำให้เราทุกคนต้องปรับตัวกับวิถีชีวิตแบบใหม่มากมาย

แต่ในเมื่อโลกยังคงหมุนต่อ และสถานการณ์ที่ดูเหมือนจะเลวร้ายก็ค่อยๆ คลี่คลายจนดีขึ้นตามลำดับ สุดท้ายสิ่งที่เราทุกคนรอคอยก็มาถึง นั่นคือการกลับมาฟาดแข้งกันของลีกลูกหนังที่ดีที่สุดในโลกอย่าง “พรีเมียร์ลีก” ที่เริ่มกลับมาคิกออฟกันแล้ว แม้ว่าจะลงเล่นแบบไม่มีแฟนบอล พร้อมกับมาตรการที่รัดกุม เคร่งครัด แต่นั่นหาได้ทำให้ศึกพรีเมียร์ลีกหมดเสน่ห์ไปแต่อย่างใด เพราะแค่เริ่มมา ดาวิด ลุยซ์ รวมถึงโกลไลน์ล้วนแต่ทำพิษ และสร้างกระแสดราม่าทั่วโลกไปเป็นที่เรียบร้อย จนบริษัท ฮอว์คอาย ที่รับผิดชอบ “โกล์ไลน์” โดยตรงต้องออกมาขอโทษขอโพยกันยกใหญ่

แต่นั่นหาได้สำคัญมากไปกว่าศึกแห่งศักดิ์ศรีที่กำลังจะเกิดขึ้นในช่วงสุดสัปดาห์นี้อย่าง “เมอร์ซีย์ไซด์ ดาร์บี้แมตช์” แห่งเมืองลิเวอร์พูล พร้อมกับภารกิจการไล่ล่าแชมป์พรีเมียร์ลีกสมัยแรกในประวัติศาสตร์ของทัพ “หงส์แดง” (ไม่นับดิวิชั่น 1 เดิม) ที่เหล่า “เดอะ ค็อป” ทั่วโลกต่างตั้งคำถามกับฟ้าดินว่า เหตุใดถึงทำให้การไล่ล่าโทรฟี่ลีกสุดสุดของ ลิเวอร์พูล มันยากเย็นขนาดนี้ !!!

ใช่ครับ ลิเวอร์พูล จะบุกไปเยือน เอฟเวอร์ตัน ที่ กูดิสัน พาร์ค ในคืนวันอาทิตย์นี้ (เข้าเช้าวันจันทร์ตามเวลาบ้านเรา)

หากเราดูจากตารางคะแนน และฟอร์มการเล่นก่อนหน้านี้ ก็ต้องยอมรับกันตรงๆ ว่า “หงส์แดง” ดูมีภาษีดีกว่าคู่ปรับร่วมเมืองอย่างชัดเจน พวกเขาเดินหน้าสู่ความสำเร็จด้วยเกมรุกอันดุดัน และเกมรับที่ดีที่สุดในลีก ชัยชนะ 27 จาก 29 นัด และพ่ายแพ้ไปเพียงแค่นัดเดียว น่าจะเป็นเครื่องมือการันตีว่า ลิเวอร์พูล อยู่ในช่วงเวลาที่เต็มไปด้วยความมหัศจรรย์จริงๆ

หากแต่เกมที่ กูดิสัน พาร์ค ในสุดสัปดาห์นี้คงจะไม่สามารถนำสถิติที่เกิดขึ้นในซีซั่นนี้มาประกอบ อ้างอิง หรือฟันธงได้แบบเต็มเม็ดเต็มหน่วย เพราะเราต้องไม่ลืมว่า เวลาราวๆ สามเดือนกว่าที่พักเบรคไป อาจจะกลายเป็นหนามที่ย้อนกลับมา “ยอกอก” กลายเป็นหอกที่กลับมา “ทิ่มแทง” ทำลายความคาดหวังของเหล่า “เดอะ ค็อป” เพราะเนื่องด้วยการที่ทุกๆ ทีมห่างหายจากแมตช์อย่างเป็นทางการไปนาน บางทีจังหวะหลายๆ อย่างที่เคยทำได้ ก็อาจจะมีรอยต่อที่ทำให้พวกเขาออกอาการสะดุดก็เป็นไป

หลายคนต่างคาดหวังว่า โมฮาเหม็ด ซาลาห์, โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่ และซาดิโอ มาเน่ จะประสานงานกันได้อย่างลงตัวเหมือนเคย แน่นอนทั้งสามคนล้วนเป็นแข้งระดับเวิลด์คลาส มีเทคนิค มุมมองการเล่น และการจบสกอร์ที่คมกริบ แต่เนื่องด้วย “เวลา” ที่ทั้งสามกลับมาลงซ้อมแบบเต็มรูปแบบนั้นยังไม่นานเท่าที่ควร ทำให้กูรูลูกหนังทั่วโลกต่างตั้งคำถามว่า สามประสานของ ลิเวอร์พูล จะใช้เวลานานแค่ไหนในการเรียกทุกอย่างให้กลับมาดีเหมือนเดิม เพราะถ้าทุกอย่างเดินหน้าต่อแบบไร้ปัญหา เชื่อว่าก็คงไม่มีอะไรมาหยุด ลิเวอร์พูล ไม่ให้ได้แชมป์ภาพในสองแมตช์นี้ หากแต่ถ้าเกิดสถานการณ์ “ไม่คลิก” ขึ้นมาจนทำให้ “หงส์แดง” ออกอาการวืดแต้มสักสองสามเกมต่อจากนี้ ความกดดันทั้งหมดจะถาโถมมาที่พวกเขาทันทีอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

หนำซ้ำ การพบกับ เอฟเวอร์ตัน ยังหมายถึง “ศักดิ์ศรี” ที่เหล่าเอฟเวอร์โตเนี่ยน ไม่มีวันยอมให้คู่ปรับตลอดกาลของพวกเขาเดินเหยียบย่ำขึ้นไปใกล้โทรฟี่แชมป์อีกหนึ่งขั้นเป็นแน่ นี่คือความยากสเต็ปสองที่ เยอร์เก้น คล็อปป์ ต้องเผชิญอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

สเต็ปต่อมา การที่ เอฟเวอร์ตัน มีชายที่ชื่อ คาร์โล อันเชล็อตติ ยืนสั่งการข้างสนามนั่นหมายถึง พวกเขามีกุนซือระดับเดียวกับ ลิเวอร์พูล เพราะเราต้องไม่ลืมว่า อันเชล็อตติ คือหนึ่งในห้ากุนซือที่เก่งที่สุดในโลก มีประสบการณ์กับฟุตบอลระดับท็อปมาแล้วมากมาย และเชื่อว่าการตัดสินใจมาคุมยักษ์หลับอย่าง เอฟเวอร์ตัน ของเจ้าตัว น่าจะมีเป้าหมายอะไรบางอย่างที่ต้องการให้ เอฟเวอร์ตัน กลับมาอยู่ในโฟกัสของแฟนบอลทั้งโลกอีกครั้ง ตรงนี้คือสิ่งที่น่าสนใจมากเช่นกัน

แต่เชื่อว่า ในเมื่อสถานการณ์ ณ ปัจจุบันมันแทบจะส่งเสริมให้ ลิเวอร์พูล มีโอกาสที่ดีที่สุดกับการคว้าแชมป์ลีกสูงสุดหนแรกในรอบสามทศวรรษ เชื่อว่า เยอร์เก้น คล็อปป์ น่าจะหยิบทุกประสบการณ์ในชีวิตการคุมทีมมาเนรมิตให้ ลิเวอร์พูล โฟกัสกับตัวเองให้มากที่สุดในสองเกมต่อจากนี้ เพราะนี่คือบันไดอีกแค่สองขึ้นที่จะทำให้ฝันของเหล่า “เดอะ ค็อป” ทุกคน “เป็นจริง”

การเจอกับ เอฟเวอร์ตัน ในสุดสัปดาห์นี้จึงเป็นอะไรที่มากกว่า “เมอร์ซีย์ไซด์ ดาร์บี้” หากแต่เปรียบเสมือนการเดินขึ้นบันไดขั้น (เกือบ) สุดท้าย เพื่อโทรฟี่แชมป์พรีเมียร์ลีกของ ลิเวอร์พูล เอง

หาก ลิเวอร์พูล คว้าสามคะแนนออกจากถิ่น กูดิสัน พาร์ค ได้ แน่นอนว่าการกลับมาเล่นในแอนฟิลด์กับ คริสตัล พาเลซ จะกลายเป็นหนึ่งในเกมที่มีคนติดตามจากการถ่ายทอดสดมากที่สุดในโลกไปโดยปริยาย เพราะเกมนี้มี “โทรฟี่แชมป์” เป็นเดิมพัน

หาก คล็อปป์ และลูกทีมไม่อยากเหนื่อยเพิ่ม และไม่ต้องการเผชิญกับโจทย์ยากๆ กับ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ที่เอติฮัด สเตเดี้ยม พวกเขาจำเป็นต้องก้าวขึ้นบันไดขั้นรองสุดท้ายในเกมกับ เอฟเวอร์ตัน ให้ได้ในทันที ซึ่งมั่นใจได้เลยว่า แม้ในสนามจะไม่มีแฟนบอล หากแต่ “เมอร์ซีย์ไซด์ ดาร์บี้” หนนี้จะยังเปี่ยมไปด้วยมนต์เสน่ห์ และดุเดือดเหมือนเช่นเคยไม่มีเปลี่ยน

บันไดขั้นเกือบสุดท้ายนี้จะหักจนทำให้ ลิเวอร์พูล ต้องเลื่อนการฉลองแชมป์ หรือจะแน่นพอให้ “หงส์แดง” ขึ้นไปเหยียบ และรอการันตีแชมป์ในเกมถัดไปที่แอนฟิลด์ นี่คือความระทึกที่ไม่ว่าคุณจะเชียร์ทีมไหน ก็ล้วนแต่น่าติดตามทั้งนั้น

แล้วเรามาดูกันครับว่าสามคะแนนที่ กูดิสัน พาร์ค จะเป็นของใคร...

ทั้งนี้ แฟนฟุตบอลชาวไทย และคอบอลอังกฤษทุกท่าน เตรียมพบกับกิจกรรมดีๆ จากทาง สิงห์ คอร์เปอเรชั่น ในฐานะผู้สนับสนุนหลัก การถ่ายทอดสดศึกฟุตบอลพรีเมียร์ลีกสู่คนไทย 3 ฤดูกาลเต็ม พร้อมเต็มอิ่ม อัดแน่นครบทุกการวิเคราะห์ และทุกเรื่องราวที่น่าสนใจในศึกฟุตบอลพรีเมียร์ลีก ฟุตบอลไทย และฟุตบอลรอบโลกได้ทางเพจ Singha World Of Football คอบอลตัวจริง ห้ามพลาด !!!

#SWOF #SinghaWorldOfFootball #Liverpool #Everton #MerseysideDerby #DerbyMatch #หงษ์แดง

 

 

BACK